25 ต.ค. 56
 
เราออกจากเบลลาจิโอประมาณ 11 โมงกว่าๆ แวะถ่ายรูปทะเลสาบตามริมทาง กินอาหารเที่ยงที่ร้านเล็กๆ ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหารแบบนี้ราคาไม่แพงนะคะ ส่วนใหญ่เป็นพวกแซนด์วิช  บางที่มีพาสต้าราคาประมาณ 4-6 ยูโร กาแฟแก้วละ 1.2 ยูโร ทีที่นั่งให้ไม่มีชาร์จราคาเพิ่ม
 
 
การเดินทางของเราวันนี้ตามแผนที่ด้านบนค่ะ 200 กว่า กม. มีเสียค่าผ่านทางด้วย ประมาณ 22 ยูโรมั้งคะ  เราใช้เวลาประมาณ 3 ชม. กว่า ทั้งแวะ  ทั้งไม่ชินทาง ทั้งหลงทางด้วยอีกต่างหาก  ในที่สุดก็มาถึงเวโรน่าประมาณ 4 โมงเย็น 
เราพักกันที่ Residence Hotel Castelvechio เป็นโรงแรมที่เคยเป็นปราสาทมาก่อน ชื่อก็บอกนะคะ  Castel อยู่ติดแม่น้ำวิวสวยมาก เรานอน 2 คืน ที่นี่ฟรี WiFi มีืัที่จอดรถด้านใน  ค่าจอดรถวันละ 10 ยูโรแต่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพราะที่จอดรถมีจำกัด  เราได้ห้องที่เห็นสะพานโบราณแบบนี้ด้วยล่ะค่ะ
 
พร้อมแล้ว  เราไปสำรวจเมืองนี้ยามเย็นกันค่ะ   ทางที่บิ๋มเดินตามแผนที่ข้างล่างนะคะ จากอารีน่าแยกกันเดินกับเพื่อน จะได้ไม่ต้องรอกันค่ะ
 
 
จากโรงแรมที่พัก (A)  --> อาริน่า (B) -->บ้านจูเลียต (C) --> ปิอัซซ่าเอร์เบ มาร์เก็ต สแควร์ (D) --> ปิอัซซ่า เด ซิญญอริ (E) --> โบสถ์ซานตา อนาสตาเซีย (F) --> ปิอัซซ่าบรา โมลินาริ G)เพื่อถ่ายรูปสะพานหิน Ponte Pietra
 
Verona
 
เวโรน่าเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก เป็นอดีตที่เคยรุ่งเรืองและสวยงามที่สุดในสมัยโรมัน เมืองที่เราจะเดินดูนี้เป็นเมืองเก่าเต็มไปด้วยมรดกตกทอดทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมที่เก่าแก่มากมายค่ะ
 
เราเดินมาถึง Piazza Bra   สามารถมองเห็นประตูเมืองเวโรน่า มีอนุสาวรีย์ของกษัตริย์วิตโตริโอ เอมานูเอลที่ 2 กษัตริย์ผู้รวบรวมแผ่นดินอิตาลี่ตั้งอยู่  สังเกตว่าจะเป็นจุดนัดพบของผู้คน รวมทั้งกรุ๊ปทัวร์ คนตรงหน้าอนุสาวรีย์เยอะมากเลยค่ะ  และถัดเข้าไปด้านในก็จะเห็น อารีน่า ดิ เวโรน่า ค่ะ
 
Arina di Verona
อารีน่า ดิ เวโรน่า
 
อัฒจันทร์มีอายุประมาณ 2000 ปี ก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 30 เป็นสถานที่จัดการแสดงเพื่อความบันเทิงให้ผู้คนตั้งแต่ยุคโรมัน ทั้งเกมการแข่งขันล่าสัตว์จำลอง แข่งม้า หรือการแสดงละคร ในยุคนั้นสามารถจุคนได้ถึง 30,000 คน มีรูปแบบเหมือนโคลอสเซียมในกรุงโรมแต่มีขนาดเล็กกว่า และปัจจุบันยังคงสภาพที่สมบูรณ์กว่า ผนังด้านนอกก่อสร้างด้วยหินปูนสีขาวและสีชมพู  ในปี ค.ศ.1117 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้กำแพงอัฒจันทร์ชั้นบนสุดพังเสียหายลงมาเกือบทั้งหมด เหลือเพียงซุ้มหินโค้ง 4 ซุ้มที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้เมืองเวโรน่ายังใช้ในการจัดแสดงคอนเสิร์ต โอเปร่า รวมทั้งบัลเลต์อยู่เป็นประจำ
สามารถเข้าไปเดินชมด้านในได้นะคะ โดยเสียค่าเข้าชม 4 ยูโร แต่เรามีเวลาไม่มากก็เลยขอชมฟรีแค่ด้านนอก
 
 
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราจะไปเยี่ยมบ้านจูเลียต ใช้ถนน Guiseppe Mazzini  ซึ่งเป็นถนนคนเดิน ไม่มีรถวิ่งค่ะ
 
 
พอสุดทาง (ประมาณ 450 ม.) จะชนกับถนน Cappello ตรงนี้เป็น 3 แยก ซ้ายมือจะเป็น Piazza dei Erbe สังเกตหอคอยสูงๆค่ะ แต่เราเลี้ยวขวาไปอีก 50 เมตร ก็จะเจอบ้านจูเลียต Casa di Giulietta แล้วล่ะค่ะ
โรมิโอแอนด์จูเลียต เป็นเรื่องราวที่วิลเลียม เชกสเปียร์ ใช้บรรยากาศและความรักของหนุ่มสาวจากสองตระกูลขุนนางในเวโรน่า แต่งเป็นบทละครขึ้นมา ทุกวันนี้คนที่มาเวโรน่าต่างก็พากันตั้งใจที่จะมาตามหาบ้านของทั้งคู่ค่ะ (ส่วนบ้านโรมิโออยู่ตรงไหนก็ไม่แน่ใจนะคะ)
ต่อมามีหนุ่มสาวมาที่นี่แล้วเขียนจดหมายถึงจูเลียต จนมีหนังที่เกี่ยวกับบ้านหลังนี้คือ  Letter to Juliet สะดุดเลิฟที่เมืองรัก  ลองหามาดูก่อนก็ได้ค่ะ
 
 
เข้าไปก็เจอกับมวลมหาชนเต็มลานหน้าบ้านจูเลียตเลย .... แหวกฝูงชนเข้าไปถ่ายรูป  สาว ๆ นี่ต้องมาถ่ายรูปจับหน่มน้มจูเลียตกันทุกคน จนมันเป็นรูนิดนึงแล้วล่ะค่ะ ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าทำไมต้องทำท่านี้
เราได้เจอจูเลียตตัวแข็ง ๆ และระเบียงที่โรมิโอปีนขึ้นไปหา แต่เราไม่ได้เข้าไปในบ้านนะคะ ถ้าอยากโผล่หน้าออกมาถ่ายรูปที่ระเบียงนั่นต้องเสียค่าเข้า 6 ยูโรค่ะ   สำหรับบิ๋มแล้ว ชื่นชมด้านนอกก็พอ แฮ่ะๆ แอบงก.. รอบๆบริเวณลานเล็ก ๆ นั้นมีร้านขายของที่ระลึก ใครอยากนอนชมบ้านจูเลียตก็มีโรงแรมเล็ก ๆ อยู่ตรงนั้นด้วยค่ะ
 
ออกจากบ้านจูเลียตแล้ว เราเดินวกกลับไปทาง Piazza dei Erbe ค่ะ
 
 
 
Piazza dei Erbe
ปิอัซซ่า เด เอร์เบ
 
เป็นจตุรัสที่ชุมนุมของชาวเมืองตั้งแต่สมัยโรมัน (Roman Forum)  รายล้มไปด้วยที่ว่าการเมือง ศาล วัง สมาคมพ่อค้าและบ้านบุคคลสำคัญในสมัยโบราณ  ตรงกลางจตุรัสมีน้ำพุที่มีรูปสลักของเวโรน่ามาดอนน่า และมีเสาที่มีสัญลักษณ์ของเมืองเวนิสตั้งอยู่ด้วย  ปัจจุบันที่ตรงนี้เป็นตลาดที่ขายอาหาร ผลไม้ ของที่ระลึก ร้านอาหาร เป็นตลาดที่มีบรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว  
 
เราเดินไปกลางตลาดจนเจอน้ำพุเลี้ยวขวาเข้าไป Piazza dei Signori  ตรงกลางมีอนุสาวรีย์ของดันเต้ (Dante) ตั้งอยู่ ดันเต้เป็นบิดาแห่งภาษาอิตาลี่ค่ะ เป็นชาวฟลอเรนซ์ที่เคยลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าเมืองที่นี่  อาคารที่อยู่รอบ ๆ นั้นเป็นอาคารเก่าแก่ที่มีอายุหลายร้อยปี
 
 
 
 
 
Palazzo della Regione
ปาลาซโซ เดลลา เรจิโอเน่
 
เป็นอาคารเอกชนหลังแรกๆ ที่อยู่ใกล้โรมันฟอรั่ม สร้างในปี ค.ศ.1193 มีรูปลักษณ์ของอาคารที่เป็นเอกลักษณ์ของเวโรน่า ผนังก่อด้วยอิฐสลับกับหินอ่อนสีชมพูดูสวยหวานดีค่ะ ที่ผ่านมามีการใช้งานหลายรูปแบบ ทั้งเป็นวัง ศาลากลาง ที่เก็บสินค้า โรงเรียนสอนกฎหมาย  หลังจากใช้เป็นสภาเมือง อาคารหลังนี้ถูกทิ้งร้างจนกระทั่งมีการบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาใช้ใหม่ในปี 2004 ปัจจุบันเป็นแกลอรี่ที่แสดงงานศิลปะสมัยใหม่   ด้านบนมีหอคอยสูง ตอร์เร เด แลมเบอร์ติ  (Torre dei Lamberti)
 
หอคอยแลมเบอร์ติ มีความสูง 84 เมตร ด้านบนมีระฆังในสมัยโบราณใช้เพื่อตีบอกเวลา และเตือนเวลามีไฟไหม้ นอกจากนั้นยังใช้คอยสอดส่องศัตรูอีกด้วย
 
ข้อมูลจากคุณช้างน้อยคู่ช้างน้ำแห่งเวบพันทิปบอกว่า แต่เดิม บ้านของครอบครัวที่มีฐานะหรือมีอิทธิพลในเมืองนี้มักนิยมสร้างหอคอยสูงเพื่อ อวดฐานะพร้อมทั้งใช้สอดส่องศัตรู  จนกระทั่งถึงยุคตระกูลสกาลิเจริ (Scaligeri) ขึ้นมาครองอำนาจได้สั่งให้ทุกบ้านกุดหอคอยให้หมดไม่อย่างนั้นจะกุดหัวเจ้าของบ้าน ในปัจจุบันทั้งเมืองจึงเหลือเพียงหอคอยนี้หอคอยเดียวซึ่งเป็นวังของเจ้าเมือง ทีเหลือก็เป็นหอระฆังตามโบสถ์เท่านั้น
 
สามารถขึ้นไปชมวิวบนหอคอยได้นะคะ มีลิฟท์และบันได จ่าย 4 ยูโร เท่ากัน แต่เราไม่ได้ขึ้นไปค่ะ อยากใช้เวลาอันน้อยนิดเดินดูตามจุดที่ตั้งใจไว้ดีกว่า
 
ภาพจาก http://it.wikipedia.org/wiki/Palazzo_della_Ragione_(Verona)
 
นอกจากหอคอยแล้วที่นี่ยังมี Scala della Ragione บันไดสไตล์เรอเนซองส์ที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในเวโรน่าด้วย  (ศิลปะเรอเนซองส์  เริ่มขึ้นในยุคกลางซึ่งเป็นยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ เกิดขึ้นในตอนกลางของอิตาลี่)
 
จะบอกว่า วันนี้บิ๋มพลาดตรงที่ทำลายแทงหายค่ะ อุตส่าห์วางแผนมาดิบดีว่าจะไปดูอะไรตรงไหนบ้าง โพยหาย เลยเกิดอาการเดินวนเล็กน้อย ดีที่ก่อนจะมาดูรีวิวอย่างละเอียด ทั้งส่องกูเกิ้ลสตรีทวิวด้วยอีกต่างหาก เลยยังพอทำให้มีติดหัวอยู่บ้าง  พากันเดินออกจากที่นี่แบบหลงทิศนิดนึง
 
เดินออกมาจาก Piazza dei Signori เจอหีบศพของคนตระกูล Scaligeri ตั้งอยู่ (รูปซ้าย)  ตระกูลนี้เคยปกครองเวโรน่ามาร่วมร้อยปี สาเหตุที่ตั้งหีบศพสูงๆ เวลาคนเดินผ่านจะได้แหงนหน้ามอง  และเนื่องจากตระกูลนี้ร่ำรวยจากการสร้างบันได สัญลักษณ์ของตระกูลก็เลยเป็นรูปบันได .... แต่ไม่ใช่บันไดสวยงามสไตล์เรอเนซองส์นะคะ เป็นบันไดลิงค่ะ  ไม่แน่ใจว่า Scaligeri จะมาจากคำว่า scala ที่แปลว่าบันไดรึเปล่า
 
รูปสลักแบบนูนสูง เห็นได้ทั่วไปตามผนังอาคารค่ะ  ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลสำคัญต่างๆ แต่ก็ไม่ค่อยรู้หรอกนะคะว่าใครเป็นใคร
 
 
เดินมาอีกไม่ไกล เราก็มาถึงโบสถ์ซานต์อนาสตาเซียแล้วล่ะค่ะ
 
Basilica Santa Anastasia
บาซิลิกา ซานตา อนาสตาเซีย
 
เป็นโบสถ์ในรูปแบบโกธิก ( arch โค้งแหลม)  ของนิกายโดมินิกส์ เริ่มก่อสร้างในปี 1280 และใช้เวลาอีกหลายร้่อยปีกว่าจะสำเร็จอย่างที่เห็นในปัจจุบัน  และเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในเวโรน่าค่ะ
 
เข้าไปดูด้านในไม่เสียค่าเข้าชมนะคะ ในโบสถ์ค่อนข้างมืด และเงียบ เวลาเดินดูจะเกรงใจชาวคริสต์ด้านในมากๆเลยค่ะ  เวลาถ่ายรูปก็ยังไม่ค่อยจะกล้าเปิดแฟลชเลย
 
 
 
หลังจากออกจากโบสถ์แล้วเราก็มุ่งหน้าไปริมแม่น้ำ ไปดูสะพานโบราณกันค่ะ  Ponte Pietra แปลว่าสะพานหิน ซึ่งสะพานนี้ถูกสร้างตั้งแต่สมัยโรมัน โดนทิ้งระเบิดเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ต่อมาชาวเมืองช่วยกันงมหินอ่อนที่ตกลงไปในแม่น้ำเพื่อเอามาซ่อมแซมให้สามารถใช้ได้เหมือนเดิม
 
 
เย็นแล้ว เริ่มหิวนิด ๆ เพื่อนโทรตามแล้วล่ะค่ะ บอกว่ารออยู่ที่ตลาดเออร์เบ ชวนหาอาหารเย็นกินกันแถวนั้น  รีบเดินย้อนกลับไป แต่เปลี่ยนเส้นทางให้ตรงดิ่งที่สุด
 
ฟ้าสีสวยมาก ได้เก็บภาพแสงทไวไลท์สวยๆตรงนี้พอดีเลยล่ะค่ะ
 
 
หลังจากเดินสำรวจร้านอาหาร ส่วนใหญ่มีแต่ร้านแพงๆ หรือไม่ก็ดูแล้วไม่อยากนั่งค่ะ เลยชวนกันเดินกลับไปอารีน่า หาร้านอาหารแถว ๆ นั้น  น่าจะมีแบบถูกๆและน่ากิน 
 
 
 
 
แต่พอไปถึงก็ไม่ได้ถูกเลยค่ะ เราเลยเลือกร้านที่มีเมนูท่าทางน่าอร่อยที่สุด  ราคาค่าอาหารมื้อนี้น่าจะประมาณ 70 กว่าๆ ยูโร มั้งคะ มีค่าเซอร์วิซชาร์จคนละ 2 ยูโร  จานที่บิ๋มกินเป็นพาสต้าเส้นใหญ่ๆ ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ ส้มกับพี่ดุลย์สั่งสปาเก็ตตี้ซีฟู้ดหอยตู้มรสชาติใช้ได้เลย แต่กินหอยแมงภู่จนเบื่อเลย   ป๊อกกินพิซซ่าชิมแล้วอร่อยดีค่ะ
 
หลังจากจ่ายเงินกันกระเป๋าแฟบแล้ว  ก็เลยถามหาซุปเปอร์มาเก็ตกันค่ะ เริ่มหาทางประหยัด ซุปเปอร์มาร์เก็ตเดินออกนอกประตูเมืองแล้วเลี้ยวขวา อยู่ไม่ไกลเลย  และมีเรื่องเจ็บใจคือ เดินออกมาเจอร้านที่อยู่ใกล้ๆกันราคาถูกแล้วอาหารก็ดูน่ากินกว่าด้วย ฮึ่มๆๆๆๆ โมโหตัวเอง 5555
 
ช็อปปิ้งเสร็จก็เดินหอบของพะรุงพะรังกลับห้องกันค่ะ
 
วันนี้เดินจนเหนื่อย เราโดนฝนกับอากาศเย็นๆกันมาหลายวัน โดนควันบุหรี่ที่อบอวลอยู่ในเมือง ทำให้เหมือนจะป่วยกันค่ะ พรุ่งนี้เรามีโปรแกรมไปเที่ยวนอกเมืองกัน ติดตามต่อได้เอนทรี่หน้านะคะ
 
ลากันไปด้วยวิวจากระเบียงห้องยามค่ำคืน สวัสดีค่ะ
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

น่าไปมากๆค่ะ บ้านเค้าเมืองเค้าสวยมากกกกกก  Hot!

#7 By sarum on 2014-01-31 21:59

@foreverdrift  ขอบคุณค่ะ
@halfcrazyrabbit  พิซซ่าเตาถ่านอร่อยมากค่ะ แป้งบางหอม หน้ามีไม่เยอะแบบขายที่บ้านเรา

#6 By คุณบิ๋ม on 2014-01-29 23:42

อยากไปบ้าง //เก็บตังค์ฝากแบงค์ก่อน 
ชอบบรรยากาศสถานที่ 
พิซซ่าน่าอร่อย 

#5 By Rabbit on 2014-01-28 19:40

ชอบHot!

#4 By Forever Drift on 2014-01-28 18:38

แพงจริงค่ะ ต้องไม่พยายามเทียบเป็นเงินไทย 555

#2 By คุณบิ๋ม on 2014-01-24 22:20

เมืองสวย แต่ทุกอย่างแพงsad smileHot! Hot!

#1 By yo on 2014-01-23 16:06