23 ต.ค. 56 
 
Bounjuorno! บองจัวร์โน่  กู๊ดมอร์นิ่ง มิลาน
ตื่นมาสัมผัสไอหมอก ความหนาว และละอองฝนยามเช้าค่ะ
 
 
วันนี้ฟ้าฝนไม่เป็นใจกับการท่องเที่ยวของเราเอาเสียเลยค่ะ  ดีที่ดูพยากรณ์อากาศกันมาล่วงหน้า ก็เลยเอาร่มพับเล็กๆติดกระเป๋ามาจากเมืองไทยด้วย
เราหาอาหารเช้ากินกันแถวๆที่พัก เพราะดูราคาแล้วถูกกว่าย่านแหล่งท่องเที่ยวเยอะ ร้านก็เล็กๆน่านั่งดี
หลังจากอิ่มแล้ว เราก็พากันนั่งรถรางสาย 3 เข้าไปในเมือง มุ่งสู่ดูโอโม่ค่ะ 
 
 
ดูรถรางคันนี้สิคะ มีโฆษณาสินค้าไทยด้วยค่ะ ปลาบปลื้มนะคะเนี่ย ....


แต่ก่อนจะไปไหน เรามีภารกิจที่ร้านโวดาโฟน ก็ซิมที่เราซื้อมากันน่ะสิคะ อยู่ดีๆก็เข้าอินเตอร์เนตไม่ได้ซะงั้น ศูนย์บริการส่งข้อความมาเป็นภาษาอิตาลี่เราก็อ่านไม่ออกกัน  เช็คโปรแล้วก็ยังใช้ไม่เกินลิมิตเลย เป็นทั้งของบิ๋มและของเพื่อนค่ะ ปรากฏว่า ซิมของเพื่อนโดนล็อค เพราะดันไปปล่อยสัญญาณ เป็นฮ็อตสปอตให้เครื่องอื่น ส่วนของบิ๋มมันเป็นซิมสำหรับโทรศัพท์ แต่บิ๋มเอามาใช้กับแท็บเล็ต (ก็แท็บเล็ตเรามันโทรได้นี่นา) ไม่รู้ว่าเค้าเช็คยังไงนะคะว่าเราเอามาใช้กับเครื่องไหน แต่ก็ใช้มาได้ตั้งวันนึงแน่ะ ก็เลยต้องซื้อซิมใหม่เพื่อใส่แท็บเล็ต แล้วเอาซิมเดิมใส่โทรศัพท์อีกเครื่องแทน เสียเงินเพิ่มอีก 25 ยูโร ใช้อินเตอร์เนตได้ 4 GB แต่โทรไม่ได้ (อันนี้แชร์ค่าใช้จ่ายกันค่ะ เพราะแท็บเล็ตตัวนี้เป็นตัวช่วยสำคัญในการเดินทางของพวกเรา)
 
กว่าจะเสร็จเรื่องซิมก็ใช้เวลานานพอสมควร สายแล้ว ฝนก็เริ่มลงเม็ดอีก ขึ้นหลังคาดูโอโมก็คงต้องเป็นวันสุดท้ายที่เราจะแวะมามิลานก่อนกลับไทยแล้วล่ะ เราเลยวางแผนเที่ยวที่ที่ต้องเข้าไปในอาคารกัน  เริ่มต้นด้วยใกล้สุด ก็คือ Galleria Vittorio Emanuel II    ป่ะ วิ่งเข้าแกลอเรียกันเลย
 
 
 
Galleria Vittorio Emanuel II 
แกลอเรีย วิตโตริโอ เอมมานูเอลที่2
 
เป็นช็อปปิ้งอาเขตเก่าแก่ที่หรูหรา โอ่อ่าสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หลังคาเป็นกระจกใส ถือเป็นห้องนั่งเล่นของเมืองมิลาน เพราะเป็นที่ที่คนมักจะแต่งตัวดี ๆ มาพบปะ เดินเล่น กินอาหารกัน ราคาข้าวของในนี้ก็สูงตามความอลังการของสถานที่  อาคารหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณเกือบ 150 ปีที่แล้ว ใช้เวลาในการก่อสร้าง 12 ปี เป็นอาคารหลังแรกๆของยุโรปที่ใช้โครงเหล็กกรุกระจก หลังคามีโดมตรงกลาง พื้นปูหินอ่อน หินแกรนิตประดับกระเบื้องโมเสก ทางเดินหลักเป็นกากบาท ผนังประดับด้วย ภาพโมเสกและลายปูนปั้นสวยงาม เรียกว่าหน้าเป็นตาของมิลานเลยก็ว่าได้
 
 
เนื่องจากอาคารหลังนี้สร้างเพื่อการเฉลิมฉลองของการรวมประเทศ รูปที่ประดับอาคาร ก็เลยเป็นรูปที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น  ที่พื้นก็จะมีสัญลักษณ์ของเมืองต่างๆในอิตาลี่ด้วยค่ะ
 
ที่พลาดไม่ได้คือโมเสกรูปวัว ตรงพื้นใต้โดมกลางด้านตะวันตก เค้าว่ากันว่า ถ้าได้เอาเท้าวางตรงอัณฑะวัว (ที่มีหลักฐานว่าเป็นวงนั่นแหละค่ะ) แล้วหมุนตัว จะโชคดี ...แหม่ เรื่องความเชื่อนี่ไม่เข้าใครออกใครนะคะ ลึกเป็นรูโป๋เชียว น่าจะต้องซ่อมพื้นกันหลายครั้งเลย ถ้าวัวตัวนี้มีชีวิตจริงๆ ท่าทางจะสูญพันธุ์เป็นแน่แท้
 
 
 
 
 
ช็อปปิ้งกันด้วยสายตาอย่างอิ่มเอมใจตามประสาคนงบน้อยแล้ว ก็เลยชวนกันเดินทะลุไปทางด้านหลังค่ะ  ด้านนอกจะเป็น Piazza Della Scala ซึ่งมีอนุสาวรีย์ของ ลีโอนาร์โด ดา วินซี ตั้งหันหน้าไปทาง  Teatro alla Scala โรงละครที่สำคัญและโด่งดังที่สุดของอิตาลี่ มีพิพิธภัณฑ์ของโรงละครด้วยนะคะ ค่าเข้าชม 6 ยูโร ซึ่งพวกเราไม่ได้เข้าค่ะ  และด้วยฟ้าฝนไม่อำนวย เราเลยได้ภาพที่นี่น้อยมาก



มาทำความรู้จักกับหนึ่งในอัจฉริยะศิลปินในดวงใจของบิ๋มกันซักหน่อยนะคะ

เลโอนาร์โด ดา วินซี  เกิดที่เมืองวินซี ในเขตฟลอเรนซ์ (ดา วินซี แปลว่า แห่งวินซี ไม่ใช่นามสกุล) ถือเป็นอัจฉริยะบุคคลแห่งยุคเรเนอซองส์ มีความสามารถหลากหลายทั้งด้าน เป็นทั้งสถาปนิก จิตรกร ประติมากร วิศวกร นักดนตรี มีความสามารถด้านกายวิภาค เรขาคณิต และเป็นนักการประดิษฐ์ตัวยง ในยุคกลางเจ้าเมืองมิลานได้จ้างเลโอนาร์โดมาวาดรูป The Last Supper บนผนังโบสถ์ที่นี่ ซึ่งต่อมาเป็นรูปที่มีชื่อเสียงโด่งดังพอๆ กับรูปโมนาลิซ่าเลยล่ะค่ะ 
 
 
รีบถ่ายรีบเก็บกล้องค่ะ กลัวว่าตากฝนเยอะเดี๋ยวกล้องจะป่วยก่อนจบทริป   เราจะไปปราสาทซฟอร์เซสโค ซึ่งเป็นของตระกูลเจ้าเมืองที่เคยปกครองมิลานค่ะ หนีฝนไปเดินในพิพิธภัณฑ์กัน ถ้าช่วงไหนอากาศดีๆ จะเดินไปก็ได้ ไม่ไกลมากประมาณ 850 เมตร  แต่วันนี้เราจะนั่งรถรางไป ขึ้นรถรางสาย 1 จากสถานี Mansoni Scala อยู่เยื้องกับสกาลาเลยค่ะ  ลงที่สถานี Cairoli หน้าปราสาทพอดี     (ถ้าอยู่หน้าดูโอโม่นั่งรถรางสาย 27 หรือนั่งรถใต้ดินจากสถานีดูโอโมไปสถานี Cairoli Castello   แต่ถ้าบิ๋มแนะนำ นั่งรถรางสนุกกว่ารถใต้ดินเยอะเลยค่ะ เราได้ชมเมืองไปเรื่อยๆด้วย)  แล้วรถรางที่นี่มีบอกเวลาที่จะเข้าป้ายด้วยนะคะ ตรงเวลาซะด้วยซี


นั่งรถรางแป๊บเดียวเราก็มาถึงหน้าปราสาทกันแล้ว ฝนก็เริ่มจะเทลงมาอีกแล้ว ต้องรีบวิ่งเข้าไปข้างในโดยเร็วค่ะ อากาศหนาวๆ ฝนตก ตัวเปียกนี่ไม่สนุกเลย หน้าปราสาทก็มีพวกคนผิวดำขายร่มกัน อย่างที่เคยบอกว่าพี่เค้าหากินได้ตลอด ๆ

 
 
 
Castello Sforzesco 
คาสเทลโล ซฟอร์เซสโค
 
เดิมเคยเป็นป้อมปราการของตระกูล Visconti  ต่อมาตระกูล Sforza ได้เป็นเจ้าผู้ครองนครมิลานจึงสร้างวังสไตล์เรเนอซองส์ขึ้นมาแทน ภายนอกจึงดูขึงขัง แต่ภายในสวยงามมาก  สุดท้ายตระกูลซฟอร์ซานี้ก็หมดอำนาจถูกฝรั่งเศสยึดเมืองเสียก่อน ตัวเจ้าเมืองที่ว่าจ้างเลโอนาร์โดมาวาดรูป The Last Supper เื่พื่อเป็นสุสานของตระกูลถูกจับไปขังอยู่ที่ฝรั่งเศสจนเสียชีวิต ในที่สุดเลยไม่ได้ใช้เป็นสุสานที่เตรียมไว้
 
ปราสาทใหญ่โตอลังการมากค่ะ มีป้อมค่ายและกำแพงแน่นหนามากๆ ในนี้มีผลงานของเลโอนาร์โดมากมาย เพราะตอนสมัยที่มาทำงานเลโอนาร์โดก็พักอยู่ที่นี่ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ ของที่จัดแสดงอยู่ด้านในเป็นงานศิลปะฝีมือของศิลปินชาวอิตาลี่ดังๆหลายคน
ไฮไลท์ของที่นี่คือ รูปสลักรูปสุดท้ายของ Michelangelo ค่ะ (อ่านว่า มิเคลันเจโล นะคะ)
 
 
ภายในบริเวณปราสาทเข้าชมได้ฟรี แต่ในพิพิธภัณฑ์ จ่าย 3 ยูโรค่ะ ถ่ายรูปได้ แต่ห้ามสัมผัสของที่แสดงนะคะ
 
 
 
ถัดจากโถงขายตั๋วเข้ามา เป็นห้องที่เก็บรูปแกะสลักของเมืองมิลานและแคว้น Lombardy ที่อยู่ในยุคโรมาเนส และโกธิค  ผนังห้องประดับประดาสวยงามด้วยภาพปูนเปียกเป็นตราประจำตระกูลและดอกไม้   ในห้องมีรูปแกะสลักเก่าแก่มากมาย บางชิ้นมีอายุเป็นพันปี
 
กลางห้องมีรูปแกะสลักขี่ม้าของ Bernabò Visconti  ผู้ครองเมืองมิลานตั้งแต่ปี 1354 -1385
 
 
 
มีงานศิลปะเก่าแก่มากมายค่ะ สังเกตดูที่รูปปั้นมีแววตาด้วยนะคะ ใส่ใจละเอียดกันมากเลย นอกจากนี้ยังมีภาพเขียน พรมทอด้วยทอง อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยโบราณละลานตาไปหมด
 
 
 
 
 
ในที่สุด เราก็เดินมาถึงผลงานที่โด่งดังมากที่สุดชิ้นหนึ่งของ Michelangelo  คือ Rondanini Pieta (ปีเอต้า ในภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่าความสงสาร) เป็นรูปพระแม่มารีย์ประคองร่างพระเยซูที่เพิ่งอัญเชิญลงจากกางเขน   รูปสลักที่ทำไม่เสร็จ เพราะเขาเสียชีวิตก่อน รูปสลักนี้เค้าตั้งใจทำขึ้นเพื่อวางบนหลุมศพตัวเองค่ะ
 
 
 
ที่ฐานสลักคำว่า PIETA Di MICHELANGELO  BVONAROTI  ปีเอต้าของมิเคลันเจโล บูโอนาโรตี
แต่รูปสลักปีเอต้าที่สวยงามและโด่งดังสร้างชื่อเสียงให้มิเคลันเจโล ยังมีอีกชิ้นหนึ่งที่เราจะไปดูกันที่วาติกันวันหลังค่ะ
 
 
 
 
 
 
ฝนเริ่มซา เราอิ่มเอมกับศิลปะในวันนี้กันแล้ว ทั้งๆที่ยังมีอีกหลายห้องที่ไม่ได้เข้าดู  ถ้าจะดูกันทุกห้องจริงๆ น่าจะใช้เวลาเป็นวันๆ แต่ขาเริ่มล้าค่ะ เลยชวนกันออกมาด้านนอก บ่ายสองกว่าหิวแล้ว ลืมไปเลยว่ายังไม่ได้กินข้าวเที่ยง เลยซื้อแซนด์วิช แฮมเบอร์เกอร์จากซุ้มขายของเล็กๆยืนกินกันหน้าปราสาท อร่อยมาก ไม่รู้ว่าเพราะหิวหรือเปล่า เพราะกินวันหลังๆ(ร้านอื่น) ไม่เห็นอร่อยแบบนี้เลย

ตอนแรกอยากไปโบสถ์เล็กๆอีก 2 ที่ แต่ท่าทางจะไปลำบาก  เราดูท่าว่าฝนน่าจะถล่มลงมาอีกก็เลยชวนกันกลับห้องพัก หาซื้อของจากซุปเปอร์มาเก็ตแถวๆที่พัก ไปทำกินกันดีกว่า ทุกคนเห็นดีด้วยหมด เราเลยนั่งรถรางสาย 1 ย้อนกลับไปทางเดิม
 
 
ป้ายรอรถอยู่หน้าอนุสาวรีย์นี้ค่ะ   Giuseppe Garibaldi บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศอิตาลี   เป็นนายพลทหารชื่อดัง ที่ต่อสู้เพื่อรวมประเทศอิตาลีเข้าด้วยกัน   ซึ่งช่วงนั้นอิตาลียังอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรียและฝรั่งเศส
กษัตริย์วิตโตริโอ เอมานูเอลที่2 นำการสู้รบทางเหนือและตอนกลาง ส่วนจูเซปเป การิบัลดิ เป็นผู้นำในการสู้รบทางใต้ 
 
...................................................................................................................
 
 
 
 

 
 

 
วันนี้ลาไปด้วยดินเนอร์สุดหรูของพวกเรานะคะ   จ่ายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตไปประมาณ 50 ยูโร ได้ของกินอิ่มๆ อร่อยๆ เหลือๆ ไปสำหรับมื้อถัดไปด้วย หน้าตาแฮปปี้ดี๊ด๊ากันมากเลย
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบๆ

#1 By me (113.53.211.171|113.53.211.171) on 2014-04-17 18:07