27 ต.ค. 2556
 
บองจัวร์โน่ สวัสดีเช้าวันใหม่ เรายังอยู่ที่เวโรน่าค่ะ    เราตกลงกันว่าหลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะออกเดินทาง  เราจะไปเดินซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ตกัน เพื่อที่จะได้มีอาหารสำหรับ 2 วัน ในเวนิสค่ะ
 
เท่าที่ทราบ ๆ มาว่า  ของในเวนิสนั้นแพงแสนแพง เอ่อ.... คือว่า ที่ผ่านมาเราก็รับประทานกันแพงแล้ว เจอแพงกว่าอีก ท่าทางจะไม่เหลือสตางค์ อาจต้องขายข้าวของเพื่อยังชีพเป็นแน่แท้   ระหว่างที่เดินไปก่อนถึงซุปเปอร์มาเก็ตที่เราตั้งใจ เราเจออีกเจ้าหนึ่งระหว่างทางค่ะ   การตามหาซุปเปอร์มาร์เก็ตของเรา คือ สังเกตว่า ตรงไหนที่มีคนเดินถือถุง ตะกร้า หอบข้าวของออกมาเยอะๆ แถวนั้นมีแน่นอน  ที่นี่จะใช้ถุงเค้าต้องจ่ายเงินนะคะ ถุงพลาสติกประมาณใบละ 3-4 บาท ถ้าอยากประหยัดคือ พกถุงส่วนตัวไว้ค่ะ ถึงที่ช็อปก็หยิบออกมาใช้ ช่วยลดขยะด้วย 
 
ซุปเปอร์มาเก็ตที่เราเจอโดยบังเอิญนี้ค่อนข้างใหญ่ ของเยอะด้วย เลือกกันเพลินเลยล่ะค่ะ   คุณสามีอยากกินข้าวค่ะ เลยเดินเลือกซื้อข้าวสารกัน พบว่า ข้าวสารหอมมะลิไทยที่นี่ ราคาครึ่ง กก. 200 บาทเชียวนะคะ  ตัดใจซื้อไม่ลงค่ะ เลยเลือกข้าวจากอินเดียแทน ราคาถูกลงมาหน่อย ครึ่งกก. 100 บาท   แต่ถ้าจะให้ถูกจริงๆต้องข้าวที่เค้ามาทำรีช็อตโต้ค่ะมีทั้งดั้งเดิม ทั้งพร้อมปรุงหลายรสชาติให้เลือกสรรกันด้วย  จะว่าไปการเดินช็อปปิ้งหาอาหารราคาประหยัดในต่างแดนนี่เป็นความสุขจริงๆนะคะคุณ

เสร็จภารกิจแล้วก็เดินหอบข้างของกลับโรงแรม ขากลับเนี่ย ไม่ได้เพลิดเพลินเหมือนขามาเลยค่ะ เราซื้อของกันเยอะมาก ที่เป็นภาระสุดคือน้ำดื่มค่ะ  ถึงแม้ว่าที่นี่น้ำประปาจะดื่มได้ แต่ก็ยังทำใจยากเวลาเปิดก๊อกดื่มอะค่ะ  จะซื้อขวดเล็กๆก็แพงแสนแพง  500 ซีซี ก็ 2-2.5 ยูโร (ประมาณ 80-100 บาท ) ซื้อจากซุปเปอร์ฯ ขวดใหญ่ 1.5 ลิตร   ขวดละ 0.2 ยูโร ประหยัดกว่ากันเยอะค่ะ แต่ต้องดูดีๆนะคะ ว่าเป็นน้ำมีแก๊สรึเปล่่า เราซื้อผิดกันมาแล้ว พยายามทำใจกิน เพราะเสียดาย ก็ไม่ไหวจริงๆค่ะ ไม่ชินกับรสชาติแบบนี้ 
 
 
เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว เราออกเดินทางประมาณ 11.00 น.ค่ะ ระยะทางร้อยกว่า กม. ไม่ได้ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ แบบในแผนที่หรอกนะคะ ระยะเวลาตามความคุ้นทางค่ะ  เราต้องเอารถไปจอดคืนบริษัทรถเช่าที่เวนิสก่อน เลยนัดคนดูแลอพาร์ทเม้นท์ที่เราจองไว้ บ่าย 3 โมงค่ะ  คิดว่ามีเวลาเหลือเฟือ
 
 
 
 
การหลงทางเป็นเรื่องปกติ กว่าจะออกจากเวโรน่าได้ใช้เวลานานพอสมควร  เรื่องของเรื่องคือ ตำแหน่งใน GPS มันดีเลย์ค่ะ ทำให้เลี้ยวไม่ทันบ้าง เข้าเลนผิดบ้าง  ถือว่าเป็นการทำความเข้าใจกับถนนแถวนี้ไป  ฮ่าๆๆ
 
 
ทีนี้พอออกมาตรงทางด่วนมันจะมีอาคารแบบนี้ ที่สร้างคล้ายๆสะพานคร่อมทางอะค่ะ  (ถ่ายรูปเองไม่ได้ เลยยืมรูปมาจาก www.italybeyondtheobvious.com ) เป็นคล้ายๆร้านอาหาร อยู่ติดกันกับปั๊มน้ำมัน ผ่านมาหลายที่ ด้วยความอยากรู้ว่ามันคืออะไร เลยแวะซะเลย คิดว่าอย่างน้อยก็ได้เข้าห้องน้ำแหละน่า   
 
 
ซึ่งพบว่ามันคือ จุดพักรถค่ะ เดี๋ยวจะพาเข้าไปดู ด้านล่างตรงฐานจะเป็นมินิมาร์ทเล็กๆ ให้ซื้อขนมขบเคี้ยว  มีร้านกาแฟ ร้านแซนด์วิช เบอร์เกอร์ อะไรที่ซื้อง่ายกินง่ายอะค่ะ ลองขึ้นลิฟท์ไปดูชั้นบน ตรงที่เป็นสะพาน  จะเป็นศูนย์อาหารค่ะ สะอาด ดูดีมากๆเลย อาหารหลากหลาย น่าทาน เลือกไม่ถูกเลยล่ะค่ะ

 
 
วิธีการซื้ออาหารที่นี่ เราสามารถเดินเลือก แล้วหยิบใส่ถาดได้ด้วยตัวเอง  จ่ายเงินพร้อมรับอุปกรณ์มีด ช้อน ส้อม ที่แคชเชียร์ค่ะ   อาหารจานหลักของเราหน้าตาประมาณนี้ รสชาติใช้ได้เลยค่ะ โดยเฉพาะสเต็กที่มีชีสวางด้านบน หอม เนื้อนุ่ม อร่อยจนต้องสั่งอีกจาน นอกจากนั้นยังมีพวกขนมเค้ก ขนมหวานอื่นๆด้วยนะคะ แต่ด้วยความอร่อยและหิว  ลืมถ่ายรูปค่ะ

 
หลังจากอิ่มแปล้กันแล้ว เราก็เดินทางกันต่อค่ะ ใกล้ถึงเวนิสแล้วล่ะค่า



บรื๊นๆๆ ซิ่งเลยลูกพี่ ..........

มาทำความรู้จักกับเวนิสกันก่อนค่ะ

เวนิส (อังกฤษ: Venice) หรือ เวเนเซีย (อิตาลี: Venezia) เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี มีประชากร 271,663 คน (ข้อมูลวันที่ 1 มกราคม 2547) เมืองเวนิสได้รับฉายาว่า ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges), และ เมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light)

เมืองเวนิสถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก
 
เวนิสตั้งแต่ในอดีต เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยจากการทำการค้า ทุกคนที่นี่ในอดีตหัวการค้าหมดค่ะ เป็นเมืองที่เคยร่ำรวยที่สุดในยุโรป มีธนาคารเอกชนเกิดขึ้นครั้งแรกที่นี่  มีการปกครองด้วยแบบประชาธิปไตยตั้งแต่ตั้งแต่ยุคกลาง ผู้ปกครองสูงสุดในยุคนั้นเรียนกว่า ดอจ ( Doge) โดยมีการคัดสรรดอจจากตระกูลที่ร่ำรวย เพราะมีแต่ตำแหน่งไม่มีเงินให้ งบประมาณต่างๆ ดอจต้องเงินออกเอง และไม่ให้แต่ละตระกูลผูกขาด ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ริมแกรนด์คาแนลเลยเต็มไปด้วยวังของดอจ (ตระกูลร่ำรวยมักจะสร้างบ้านอยู่สองฝั่งแกรนด์คาแนล)  ว่ากันว่าตำแหน่งดอจนี้เทียบเท่ากับโป๊ปของวาติกันเลยนะคะ 

เมืองนี้ทรงอิทธิพลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเชียวค่ะ  ทั้งส้อม และกระจก ก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นและใช้ที่นี่เป็นที่แรกในโลกซะด้วย   เวนิสขายความหรูหราฟุ่มเฟือย ทั้งน้ำหอม เครื่องเทศราคาแพงจากต่างประเทศ มีงานเครื่องแก้วที่มูราโน่   ผ้าลูกไม้จากบูราโน่เป็นสินค้าตั้งแต่อดีต  เวนิสเป็นเมืองทางตะวันตกที่ขายกาแฟเป็นเจ้าแรก กาแฟสูตรต่างๆถึงมีชื่อเป็นภาษาอิตาลี่ไงล่ะคะ


 
.
.
ช่วงข้ามสะพานไปเวนิส เราขับรถคู่ขนานไปกับรถไฟที่กำลังวิ่งเข้าออกสถานีเวเนเซีย ซานตา ลูเซีย  ตื่นเต้นมากค่ะ  นี่เรามาถึงเวนิสจริงๆแล้วเหรอเนี่ย......  ระหว่างตื่นเต้นไปด้วยดูทางไปเพื่อไปที่จอดรถด้วย   แต่ว่าวันนี้มีวิ่งมินิมาราธอน   เค้าเลยปิดการจราจรค่ะ จากที่เราต้องตรงไป (ตามลูกศรแดงในรูปด้านล่าง) เราถูกบังคับเลี้ยวขวา ไปทางลงเรือเฟอรี่ค่ะ 




ไปแบบที่ GPS งง พยายามคำนวณเส้นทางให้เราใหม่ตลอดเวลา   ต้องจอดรถจับทิศกันตรงใกล้ๆที่ลงเรือนั่นแหละค่ะ  อ้อ ก่อนจอดต้องเล็งแล้วเล็งอีกว่าเค้าตีช่องสีขาวไม่ใช่สีฟ้า  จะได้ไม่เสียเงินค่ะ  เราดูเส้นทางกลับไปที่จอดรถใน GPS  เพื่อนเช็คจุดจอดรถที่บริษัทแจ้งให้เราไปจอดอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ พร้อมกับขอเลื่อนเวลานัดกับคนดูแลอพาร์ทเมนท์ด้วย  เพราะพวกเราเลทกันแน่ๆ

พอกลับ มาที่จุดคืนรถ บริษัทปิดวันอาทิตย์ค่ะ (อันนี้รู้ตั้งแต่แรกแล้ว) เราต้องจอดรถไว้ที่นี่ก่อน  แต่เกิดความสับสนว่า เอารถจอดหน้าออฟฟิศได้เลย หรือต้องเอาไปจอดในอาคารจอดรถ(เสียเงิน)  ติดต่อใครก็ไม่ได้ ในที่สุด เราตัดสินใจว่า เอาขึ้นไปจอดบนอาคารปลอดภัยกว่า (ซึ่งตอนหลังรู้ว่าถูกต้องแล้ว)  

เนื่องจากข้าวของเยอะ อีรุงตุงนังมาก เราเลยทิ้งสัมภาระบางส่วนไว้ที่รถ เอาเฉพาะที่สำคัญไปเช็คอินก่อน เสร็จแล้วค่อยกลับมาหอบเอาข้าวของที่เหลือ ไหนๆก็จะซื้อตั๋วแบบขึ้นเรือกี่เที่ยวก็ได้แล้วนี่นา








แผนผังเดินเรือ ยังไม่ต้องศึกษาไปก่อนก็ได้ ไปดูเอาตรงนั้นเลย แค่จะโพสให้ดูว่า มันยุบยับมาก จะไปไหนยังไง ดูดีๆค่ะ แต่ถ้าขึ้นผิดก็ไม่ต้องกังวล ถือว่านั่งเรือเล่น มันวนอยู่ในเวนิสนั่นแหละค่ะ  กี่รอบก็ไม่เสียตังค์เพิ่ม

อีกอย่าง หนึ่ง ตั๋วมีหลายประเภท ลองเลือกดูได้นะคะ มีทั้งแบบรวมค่ารถโดยสารด้วย รวมค่าเข้าชมสถานที่ด้วย แต่เราซื้อเฉพาะเรือค่ะ ......... หลายอย่าง งง เลือกไม่ถูก 5555  ลองดูตามลิงก์นี้ค่ะ  http://www.veneziaunica.it/en/ecommerce/products/pack/biglietti-turistici-actv
 
 
ทั้งรถและเรือ โดยสารสาธารณะซื้อได้ที่เคาท์เตอร์หน้าตาแบบนี้เลยค่ะ  คำนวณเวลาในการเที่ยวที่นี่ดีๆนะคะ เพราะเราพลาดมาแล้ว ซื้อตั๋วขาดเวลาไป 6 ชม. ขาออกจากเวนิสเราต้องเดินจากโรงแรมมาซื้อตั๋วรถบัสใหม่อีกด้วยค่ะ  จริงๆซื้อตั๋วเรือเพิ่มก็ได้ แต่แอบงกนิดนึง ถือว่าเดินออกกำลังกายก็แล้วกันเนาะ







เอาล่ะค่ะ ซื้อตั๋วเรือแล้ว รอไปรอที่โป๊ะเรือกัน  ท่าเรือ Piazzale Roma เป็นท่าใหญ่ หาโป๊ะเรือที่เราจะไปให้เจอนะคะ   เรามีนัดที่  San Macuola ค่ะ  ตามแผนที่ข้างบนเลย




โบสถ์ San Simeone Piccolo อยู่ริมแกรนด์คาแนล ตรงข้ามสถานีรถไฟ ดึงดูดสายตาทุกคนได้เสมอ


นั่งเรือชมบ้านชมเมืองเพลินๆก็ ถึงท่าเรือ San Marcuola คนดูแลอพาร์ทเมนต์รออยู่แล้วค่ะ ทักทายกันเล็กน้อย แล้วก็พาเราเดินไปที่พัก ทางเดินเป็นซอกตึกตามแผนที่ข้างล่าง ประมาณ 200 เมตร



 
ห้องพักเราเข้าตรงมุมที่คุณเพื่อนเรากำลังไขประตูอยู่ตรงนั้นแหละค่ะ  พักชั้นสองที่เปิดหน้าต่างอยู่ 3 บานนั่นแหละค่ะ  มาดูบรรยากาศรอบๆ กัน
 
เช็คอิน เก็บข้าวของแล้ว เราก็ย้อนกลับไปเอาของที่เหลือในรถ น่าเจ็บใจตรงที่ เตรียมอาหารมาเพียบ  แต่ที่นี่ก็มีซุปเปอร์มาเก็ตเหมือนกัน ใกล้ด้วย  เกิดอาการเซ็งกันเล็กน้อย 

วันนี้คิดถึงอาหารไทยค่ะ หุงข้าว กินกับตับไก่ทอด ไก่อบ พักยกจากชีส นม เนยบ้างซักมื้อ ถ้ามีน้ำพริกด้วยนี่สุดยอดเลย

 
หลังจากมื้อเย็นแล้ว ชวนคุณเพื่อนไปเดินเล่นดูบรรยากาศตอนกลางคืน แต่คุณส้มท่าทางจะป่วย กลัวเที่ยวพรุ่งนี้ไม่ไหว เลยขอนอนพักก่อน คุณป๊อกผู้เป็นสามีเลยอยู่เป็นเพื่อน  เราเลยออกไปเดินเที่ยวกัน 2 คน 

 
 
ตามเราไปดูบรรยากาศเวนิสยามค่ำคืนกันค่ะ  วิธีการของเราคือ เดินตามผู้คน และสังเกตป้าย ตรงไหนคนไปเยอะๆ ตามไป เจอแน่ 5555   ในเวนิสตรอกซอกซอยเต็มไปหมด แต่เค้าก็เขียนบอกทางตามมุมผนังค่ะ จับจุดให้ถูกว่าจะไปไหน น่าจะผ่านอะไรบ้าง  ปิดกูเกิ้ลแมป เงยหน้า เปิดตา เปิดใจ เปิดหู สำรวจรอบๆตัวค่ะ

และแล้ว เราก็มาเจอกับสะพานริอัลโต โดยบังเอิญ มาตามป้ายบอกทางค่ะ  ตอนแรกคิดว่าคงไม่ผ่าน เพราะตั้งใจไปจตุรัสซานมาโค



 
สะพานริอัลโต  ( Ponte di Rialto)  เป็นสะพานข้ามแกรนด์คาแนลที่เก่าแก่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของเวนิส (สะพานข้ามแกรนด์คาแนล มี 4 สะพาน คือ อะคาเดเมีย , ริอัลโต , สกาลซิ และ คอสติตูซิโอเน่)   สมัยก่อนตรงนี้เป็นที่ตั้งของตลาดอาหาร ทั้งสองฝั่งคลอง ครั้งแรกมีการทำโป๊ะสะพานขึ้นมาง่่ายๆ  ต่อมาเป็นสะพานไม้ ที่มีความลาดเอียงสองข้างเพื่อให้เรือลอดได้ มีร้านขายของ บนสะพานทั้งสองข้าง ต่อมาสะพานไม้พังถล่มลงมาเพราะมีคนขึ้นไปแออัดกันบนสะพานในช่วงเทศกาล  ก็เลยได้สร้างขึ้นมาใหม่เสร็จในปี ค.ศ.1591  เป็นสะพานหินอย่างที่เห็นทุกวันนี้  และเป็นสะพานแห่งเดียวที่ใช้ข้ามแกรนด์คาแนลจนอีก 200 กว่าปีต่อมาจึงได้มีการสร้างสะพานอะคาเดเมีย




เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยเราก็หยุดพักถ่ายรูปเป็นระยะๆ  ผู้คนยังเดินกันเยอะเลยค่ะ  ถึงจะดึกแต่ก็ไม่น่ากลัว
มีร้านอาหารเล็กๆน่ารักๆอยู่เต็มไปหมด  ถนนบางช่วงกว้าง บางช่วงแคบ บางทีเจอร้านสวยๆ แต่สถานที่ไม่อำนวยให้หยุดเก็บภาพเลย



ในที่สุดก็เดินมาถึงที่หมาย   จตุรัสซานมาร์โค (Piazza San Marco) ถึงตรงนี้เดินมาเหนื่อยๆ หายเลยค่ะ ตื่นตาตื่นใจมาก  บรรยากาศรอบๆค่อนข้างคึกคัก ทั้งนักท่องเที่ยวทั้งคนขายของ  คราวนี้พี่มืดเค้าขายพวกของเล่นเรืองแสงกันค่ะ





 
 
 
ถ่ายรูปเล่นซักพักเห็นว่าค่อนข้างดึกแล้ว เลยพากันนั่งเรือกลับค่ะ  ตอนเดินจากท่าเรือกลับไปที่ห้องพักค่อนข้างเปลี่ยวเพราะเป็นซอกซอยเล็กๆ แต่ก็ถึงห้องปลอดภัยดี ตอนเกือบเที่ยงคืน กลับมาเพื่อนๆนอนกันแล้ว ขอให้คุณส้มไม่เป็นไข้จะได้เที่ยวกันสนุกๆ
 
 
 
 
 
 
สรุปเส้นทางเดินของค่ำนี้ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. จากห้องพักแถวๆ Canaregio ไป San Marco ระยะทางรวมน่าจะประมาณ 2 กม. แบบขึ้นลงสะพานสลับทางเรียบ  เมื่อยขามากๆค่ะ

พรุ่งนี้เรามีโปรแกรมเที่ยวเวนิสอีกทั้งวัน ขอตัวนอนพักเอาแรงก่อนนะคะ บ๊ายบาย