ต่อจาก 15 วันในอิตาลี่ (8) Lago di Garda เพลิดเพลินริมทะเลสาบ

(ย้อนกลับไปเวโรน่าเมื่อวาน 15 วันในอิตาลี่ (7) Verona ตามหาโรมิโอ จูเลียต )


กลับจากการ์ด้าแล้ว  เราจะเดินเล่นในเวโรน่าเป็นวันที่ 2 คราวนี้จะเลาะริมฝั่งแม่น้ำอดิเจกันค่ะ  เอารถเข้าจอดที่โรงแรมคราวนี้เราต้องลงไปจอดที่ชั้นใต้ดิน เป็นธุระของไดรว์เวอร์คนเก่งคุณป๊อก (สามีคุณส้ม) เพื่อนอิชั้น  ที่ต้องค่อยๆเคลื่อนรถลงไปตามทางที่แคบ ลาดชัน วงเลี้ยวก็แคบมากๆอีก โชคดีที่มีเซนเซอร์รอบคัน คอยเตือนเป็นภาษาไทยค่ะ ข้างหน้าหนึ่ง หลังสอง "พ้นๆๆๆ"  "คืนล้อๆๆ"  "พอ" "ได้ๆๆๆ"  จริงๆคือช่วยดูกันเองนี่แหละค่ะ ถ้ารถบาดเจ็บไปเดี๋ยวจะโดนปรับกันบาน  เป็นรถคันอื่นคงไม่ต้องลุ้นเท่านี้  ถ้าซิตี้คาร์คันเล็กๆที่ใช้กันเยอะๆ คงเข้าได้สบาย นี่เราใช้รถคันใหญ่กัน เพื่อความหรูหราสมฐานะ เอ๊ย ไม่ใช่ค่ะ เพื่อขนสัมภาระของพวกเราได้หมด ตามกฎหมายเพื่อความปลอดภัยของที่นี่ เค้าห้ามไม่ให้วางของบังกระจกมองหลังด้วยค่ะ   หลังจากลุ้นได้ความตื่นเต้นกันถ้วนหน้าแล้วก็แวะขึ้นห้องนั่งพักร่างกันซักพัก พวกเราก็พากันลงมาเดินชมเมืองกันต่อค่ะ

ตามแผนที่ด้านล่างนี้ A : Resident castelvecchio hotel  -> B : Castelvecchio -> C: Ponte Scaligero -> D : Ponte della Vittoria -> E : Chiesa di Sant'Eufemia -> F : Via Scala -> G: Arena di Verona






ออกจากโรงแรมเลี้ยวขวา เดินไปประมาณ 100 เมตร ก็จะเป็นปราสาท Castelvecchio ชื่อเดียวกับโรงแรมที่เรานอนเลยค่ะ   ปราสาทนี้มีสะพานข้ามแม่น้ำ ที่เรามองเห็นจากระเบียงห้องพัก แต่ไม่ได้อนุญาตให้รถยนต์วิ่งนะคะ


 

Castelvecchio  แปลว่า ปราสาทเก่าค่ะ ก่อสร้างโดยเจ้าเมืองจากตระกูล Scaliger ผู้ปกครองเวโรน่าในยุคกลาง เพื่อเป็นป้อมปราการทางทหาร จึงมีการตกแต่งที่น้อยมาก  ขนาดกะทัดรัด มีความแข็งแกร่งแข็งแกร่ง  ใช้อิฐแดงในการก่อสร้าง ด้านบนสุดของกำแพงมีการก่ออิฐเป็นรูปตัว M โดนรอบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมแบบโกธิคในยุคนั้น มีหอคอย 7 หลังริมกำแพงซึ่งล้อมรอบอาคารภายในอีก 4 หลัง  มีคูน้ำล้อมรอบตลอดแนวกำแพง
 
ปัจจุบันใช้เป็นเป็นพิพิธภัณฑ์ค่ะ แต่ค่ำแล้ว เราไม่ได้เข้าชม เลยพากันเดินข้ามสะพานไปฝั่งตรงข้าม มีคนเดินขวักไขว่ ทั้งนักท่องเที่ยว และวัยรุ่นค่ะ เท่าที่สังเกต ฝั่งตรงข้ามน่าจะเป็นสถาบันการศึกษานะคะ


 
มองจากบนสะพานค่ะ มองเห็นห้องพักพวกเราอยู่ใกล้หอคอยทางขวามือ 
 
 
 
วิวอีกด้านของสะพานค่ะ  ลมเย็นๆ น้ำดูเหมือนไหลเอื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วไหลแรงใช้ได้เลยนะคะ
 
 


 
 
 
 
เดินเลียบริมฝั่งแม่น้ำไปเรื่อยๆ พบว่า อีกฝั่งของแม่น้ำเป็นย่านเมืองใหม่ค่ะ มีตึกรามบ้านช่องยุคใหม่ มีตึกสูง ส่วนอีกฝั่งที่เป็นพื้นที่มรดกโลก จะมีแต่อาคารเก่าในสมัยยุคกลาง
 

 
 
 
 
 
ข้ามสะพาน Ponte della Vittoria  กลับมาฝั่งเมืองเก่า เพื่อเดินสำรวจเมืองอีกรอบค่ะ  อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่หนาวมาก เดินเล่นเพลินๆ ก็มาเจอกับโบสถ์หลังนี้



Chiesa di Sant'Eufemia    (Church of St. Eufemia) เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นในคริสตวรรษที่ 11-12  ด้านหน้าโบสถ์มีหลุมศพตั้งอยู่อยู่ใต้หน้าต่างบานยาวทั้ง 2 ข้าง ด้านในตกแต่งด้วยภาพวาดและประติมากรรมสวยงาม

เนื่องจากในโบสถ์ค่อนข้างมืด  ส่วนใหญ่จะอาศัยแสงธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ใครอยากเห็นชัดๆ ถ่ายรูปสวยๆ แนะนำให้ไปก่อนค่ำนะคะ ตอนเราเข้าไปพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว ถ่ายรูปไม่ค่อยชัดค่ะ

เราเดินเข้าด้านหน้า และออกทางประตูข้าง จะเจอถนนพอดีค่ะ เดินเลียบตามถนนเรื่อยๆ ไร้จุดหมาย แต่บรรยากาศสองข้างทางเพลิดเพลินมาก แวะช็อปปิ้งเบา ๆ เบาจริงๆ ค่ะ เพราะไปเจอร้านขายของถูก คนรุมซื้อเต็มร้านเลย




มา ถึงอารีน่าค่ำพอดี บรรยากาศคึกคักเหมือนเมื่อวานเลยค่ะ  เดินเล่นซักพัก เริ่มหิว โทรหาเพื่อนชวนกันกลับไปกินข้าวเย็นที่โรงแรม  เรามีอาหารอร่อยมีคุณค่าราคาประหยัดที่ซื้อจากซุปเปอร์มาเก็ตเตรียมไว้แล้ว  ต้องจัดการให้หมด

สะบัดบ๊อบเบาๆใส่ร้านหรูหราตาแหกที่กินเมื่อวาน ....... ชิส์ วันนี้ไม่ได้แอ้มชั้นหรอก



ลากันไปด้วยแสงทไวไลท์ระหว่างทางเดินกลับโรงแรมค่ะ
พรุ่งนี้จะไปเวนิสกันต่อ ถ้าสนใจรอติดตามเอนทรี่ต่อไปนะคะ

บายยย