15 วันในอิตาลี่ (13) Amalfi Coast

posted on 07 Mar 2015 19:05 by i-am-beauty-full  in Europe

ต่อจาก 15 วันในอิตาลี่ (12) Venezia-San Marco

29 ต.ค.56

Buongiorno!  สวัสดีค่า วันที่ 9 ในอิตาลี่  วันนี้เป็นอีกวันที่ต้องตื่นแต่เช้า หลังจากแพคข้าวของอย่างยากลำบาก เรา 4 คนก็พร้อมกันแล้วที่จะเหินฟ้าลงใต้ไปนาโปลีกันค่า  ออกจากห้องพักตอน 6 โมงเช้า เช็คเอาท์ด้วยการโยนกุญแจไว้ข้างใน แล้วล็อกประตู  (อันนี้คนดูแลอพาร์ทเมนต์บอกมาค่ะ เพราะเค้ามาไม่ทันตอนเราออก)

เดินลากกระเป๋าไปท่ารถ  ที่ Piazzale Roma  ซึ่งพบว่าอิชั้นมีปัญหากับการลากกระเป๋าขึ้นสะพานมากค่า เสียเวลาเพราะบางที่เค้าไม่มีทางลาดให้อะค่ะ  เหงื่อตกกันแต่เช้าเลย  ถึงที่หมาย(ที่เดิมที่เราซื้อตั๋วเรือ) เราจ่ายค่าตั๋วรถบัสไปคนละ 6 ยูโร  นั่งชมเมืองไปประมาณ 75 นาที ก็ถึงสนามบินเวนิส มาร์โค โปโลค่ะ 
 
 
 
วันนี้เราใช้บริการสายการบิน Easy Jet  ซึ่งเราจองตั๋วไว้แล้วตั้งแต่อยู่ไทย  ราคาประมาณคนละ 1200 บาท โหลดสัมภาระได้คนละ 1 ชิ้น น้ำหนัก  20  กก. (ตอนแรกกะนั่งรถไฟ แต่ราคาตั๋วแพงมากๆ ค่ะ ยิ่งคิดนานยิ่งแพง ประมาณคนละ 2000-3000 กว่าบาทเลย)  เช็คอินโหลดกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็เข้ามารอข้างในค่ะ  ได้เวลาก็บินมุ่งหน้าลงใต้กันเลย
 

 
 
จากเวนิสทางเหนือ บินลงใต้  1 ชั่วโมง 15 นาที  เราก็มาถึงนาโปลีแล้วล่ะค่ะ จากสนามบิน เราเดินออกประตูเลี้ยวซ้าย ไปขึ้นรถบัสเข้าเมือง จุดขึ้นรถจะอยู่ใกล้ๆร้านแมคโดนัล ป้ายสีเขียว  ซื้อตั๋วได้ที่คนขับ ราคาคนละ 4 ยูโร  ระยะทางจากสนามบินมาสถานีรถไฟประมาณ 10 กม. ใช้เวลา 30 นาทีก็ถึงค่ะ

ระหว่างนั่งรถ เห็น 2 ข้างทางแล้ว เรารู้สึกกลัวเมืองนี้มากๆ  บรรยากาศในเมืองดูไม่น่าไว้วางใจสุดๆ ดูไม่สะอาด รกรุงรัง เต็มไปด้วยขยะและกราฟิตี้ แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของนักล้วงกระเป๋าอีก  จนคุณป๊อกบ่นว่า พวกนายพาเรามาเมืองนี้ทำไมเนี่ย น่ากลัวสุดๆ  ทำเอาแผนการกินพิซซ่าซักชิ้นที่เมืองต้นกำเนิดนี้ของคุณส้มถูกยกเลิกไปเลย ส้มบอกว่า ไปกินที่อมัลฟี่ก็ได้เนาะ นาโปลีเหมือนกัน 555   จากจุดที่รถจอดต้องเดินอีกประมาณ 100 ม. เพื่อเข้ามาในสถานี ต่างคนต่างจับกระเป๋าให้มั่น เดินไม่สบตาใครทั้งนั้น พอเข้ามาในอาคารโล่งใจสุดๆ รับรู้ได้ถึงความปลอดภัยเลยทีเดียว


 
 
ถึงแล้ว คุณส้มวิ่งไปซื้อตั๋วรถไฟไปเซอลาโน่ เที่ยวที่เร็วที่สุด  เราไปเซอร์เวย์ที่ชานชลารอ ป๊อกคอยประสานงานตรงกลาง ได้ตั๋วมาแล้วก็วิ่งขึ้นรถไฟกันเลยค่า เพราะใกล้เวลาออกมากๆ ค่ารถไฟ(ท้องถิ่น)คนละ 4.2 ยูโร ค่ารถบัส คนละ 1.5 ยูโร (สามารถขึ้นรถเท่าไหร่ก็ได้ภายใน 90 นาทีหลังเริ่มใช้)      นั่งเพลินๆ 40 นาทีก็ถึงเซอลาโน่ค่ะ ถามเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่ารถบัสจะมาในอีกประมาณ 1 ชม. ข้างหน้า  เราก็พากันยืนรอด้วยความหวัง พอรถมา คนแห่กันขึ้นรถ เราก็ได้แต่มองตาปริบๆ คนแน่นมาก แล้วเราจะเอากระเป๋าขึ้นได้ยังไง คุณคนขับก็นั่งอยู่ข้างบน ไม่ได้ลงมาเลย  เรายืนงงพักนึง รถก็ออกไปซะแล้ว ห้ะ!!! รอคันถัดไปก็ได้ คงอีกชั่วโมง ที่ไหนได้ 2 ชั่วโมงค้าาาา   จากที่ยืนกล้าท้าแดด หอบข้าวหอบของมาหลบในร่มอย่างรวดเร็ว ลืมบอกว่าอากาศทางใต้นี้กลางวันค่อนข้างร้อนค่ะ  ส่วนตอนกลางคืนก็เย็น(เรียกว่าหนาวเลยดีกว่า)  บรรยากาศเมืองนี้ดูเงียบสงบ สวยงาม ดูดีกว่านาโปลีเยอะะะะ
 
คุณส้มหาข้อมูลในอินเตอร์เนตอย่างรวดเร็ว พบว่า  เราสามารถเปิดช่องเก็บของใต้ท้องรถ และยกกระเป๋าเข้าใส่ได้ด้วยตัวเองค่ะ  ... นั่นไง .... ไม่เป็นไร ยังไงก็ต้องรอ เริ่มหิวแล้ว อาหารเที่ยงยังไม่ได้กิน  อาหารเช้าก็ที่ซัดมาตั้งแต่ก่อนเช็คเอ้าท์ก็ย่อยหมดไปนานแล้ว  มีร้านขายอาหารเล็กๆร้านเดียวด้านบนสถานีชั้น 2 ได้ขนมปังมาช่วยประทังความหิวไว้ได้ แต่เราขี้เกียจแบกกระเป๋าขึ้นลง เลยซื้อลงมากินข้างล่าง รอจนรถบัสรอบ 16.30 น. มาค่ะ จากที่กะถึงนู่นบ่าย 2 โมง เผื่อมีเวลาเที่ยวรอบๆอมัลฟี่  แค่เดินทางก็หมดวันแล้วสำหรับวันนี้
 
 
เมืองเซอลาโน่ปัจจุบันเป็นเมืองท่องเที่ยวที่จุดเริ่มต้นของมรดกโลกชายฝั่งอมัลฟี่  มีท่าเรือที่สำคัญแห่งหนึ่งในอิตาลี มีการขนส่งสินค้ากว่า 10 ล้านตันต่อปี เป็นเมืองที่มีความสำคัญตั้งแต่ในอดีต และเป็นเมืองแรกของโลกที่มีโรงเรียนแพทย์เปิดสอนในศตวรรษที่ 9
 
 
 
 
เครดิตภาพอมัลฟี่จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Amalfi_Cathedral
 
 
เวลา 1 ชั่งโมงที่แสนตื่นเต้นและหวาดเสียว ที่รถบัสวิ่งลัดเลาะไต่ถนนเส้นเล็ก ๆ ริมหน้าผา ด้วยระยะทางประมาณ 25 กม. ก็มาถึงเมืองอมัลฟี่แล้วค่ะ  

แต่ .... ยัง ยังไม่จบแค่นั้น ห้องพักที่เราจองไว้ไม่ได้อยู่แถวนี้ เรายังต้องลากกระเป๋า แบกสัมภาระไปอีกครึ่ง กม.  ระยะทางไม่เท่าไหร่ แต่พื้นถนนปูหินยุคโบราณ และความชันแบบขึ้นเขานี่สิคะคุณ  ถึงแล้วยังต้องปีนขึ้นห้องพักที่ความสูงจากถนนประมาณ 3 ชั้นอีก แม่เจ้า..... หมดแรงหอบแฮ่กกันเลยทีเดียว

เราพักกันที่นี่ 2 คืนค่ะ  Amalfi Holiday Resort เป็นห้องแบบอพาร์ทเมนต์ มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ มีครัว (ไม่มีอาหาร)  ฟรี WiFi  ราคาคืนละ 100 ยูโร บรรยากาศดี สงบ สะอาด เจ้าของดูแลเอง



เนื่องจากวันนี้เหน็ดเหนื่อยกันมาก เลยงดเว้นการทำอาหารนะคะ เราลงไปหาอาหารเย็นทานกันด้านล่าง แถวๆหน้าดูโอโม่ วิหารประจำเมืองค่ะ เดินวนไปวนมา ดูร้าน ดูราคาอาหารที่เหมาะสมกับฐานะ (ที่เริ่มยากจน) เราก็เลือกร้านเล็กๆร้านนึง  เบื้องต้นตามหลักสากล ต้องสั่งเครื่องดื่มก่อน เมืองแถบนี้มีชื่อเสียงด้านเลมอน เป็นแหล่งปลูกเลมอนระดับประเทศ  เราเลยสั่งน้ำเลม่อนสด 1 ที่ ราคา 6 ยูโร  ลองนึกภาพเวลาสั่งน้ำส้มคั้นสดบ้านเราอะค่ะ มันน่าจะเป็นประมาณนั้น แต่เปรี้ยวกว่านิดหน่อยใช่ป่ะคะ ราคาขนาดนี้ อร่อยแน่  แล้วก็ขอแบบซอฟท์ๆ กลัวว่าแบบสดจะเปรี้ยวเกิน เลยสั่งเลม่อนโซดาราคา 4 ยูโร  3 ที่   เค้าคงเอาน้ำเลมอนคั้นสด ใส่โซดา ผสมอย่างอื่นสูตรเด็ดเคล็ดลับเฉพาะของร้าน เสิร์ฟมาในแก้วทรงสูงสุดหรู  .... จินตนาการกันไว้ประมาณนี้จริงๆ  
 
พอเครื่องดื่มมา เราได้แต่นั่งอึ้ง  มันมาเป็นกระป๋องค่า น้ำขงน้ำแข็งก็ไม่ได้ให้ .... หือ...  4 ยูโรของช้านนนนน  คือแอบเช็คราคาแล้ว เค้าขายกันในซุปเปอร์ 1.2-1.8 ยูโรค่ะ   บวกกำไรเท่าไร่เนี่ยยยย   ส่วนน้ำเลมอนสดนั่นเปรี้ยวปรี๊ดเหมือนน้ำมะนาวที่ไร้การปรุงแต่งใดๆ เลยค่ะ 55555




ส่วนอาหารอย่างอื่นเป็นยังไงก็ไม่ได้จำแล้วค่ะ เจอเลม่อนโซดาเข้าไป  สมงสมองไม่ทำงานละ  เสร็จแล้วก็เดินเล่น กินไอติม ชมเมืองเล็กน้อย





Duomo di Amalfi 
เป็นวิหารที่มีอายุร่วมพันปี  รูปแบบของวิหารได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอาหรับมีการประดับซุ้มด้วยกระเบื้องดินเผา  ผสมผสานกับโรมาเนสก์ โกธิก(Arch โค้งแหลม) ไบเซนไทน์ (หลังคาโดม)และบารอก(หรูหราโอ่อ่า ลวดลายอ่อนช้อย) 
 
เป็นที่เก็บกระดูกส่วนหนึ่งของเซนต์แอนดรูว์ พระสาวกของพระเยซู  เซนต์แอนดรูว์เป็นน้องชายของเซนต์ปีเตอร์(ที่วาติกัน)   วิหารนี้ก็เลยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิหารเซนต์แอนดรูว์
เซนต์แอนดรูว์ถูกทรมาณโดยการตรึงกางเขนเป็นรูปตัว X    เพราะท่านบอกว่าท่านไม่คู่ควรที่จะถูกตรึงในแบบของพระเยซู ท่านเลยขอคนที่จับท่านทรมาณว่าให้ตรึึงท่านด้วยไม้กางเขนแบบนี้  กางเขนไขว้ตัว X เลยเป็นสัญลักษณ์ของท่านด้วยล่ะค่ะ
 
บริเวณจตุรัสหน้าโบสถ์ก็จะมีอนุสาวรีย์ของเซนต์แอนดรูว์ตั้งอยู่


 
อมัลฟี่นอกจากจะมีชื่อเสียงด้านเลม่อนแล้ว ยังมีงานศิลปะที่ขึ้นชื่อคือ กระเบื้องดินเผาเขียนสีด้วยค่ะ ส่วนอาหารจะค่อนข้างเผ็ดร้อนแบบชาวใต้ (เผ็ดแบบฝรั่งนะคะ ไม่ใช่เผ็ดแบบปักษ์ใต้บ้านเรา)   อาหารทะเลของที่นี่ก็ขึ้นชื่อและราคาไม่แพงมากถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆ
เราซื้อของไว้ทำอาหารเช้า เดินสำรวจกันซักพัก ต่างคนต่างเหนื่อยแล้วค่ะ เอาแรงที่เหลือไว้เดินกลับห้อง  พักผ่อน พรุ่งนี้ออกแต่เช้าลงเรือไปคาปรีกันค่า

บาย